www.monphrakarn.com
Your Song.
The one way to near the Great Buddha.It is shown here now.
Sunday, June 17, 2018
Selfie online @nudyim2020 idline
Friday, October 15, 2010
เรื่องของสติ
ถ้าเราเจอ เหตุการณ์แบบนี้กับตัวเราเอง "" สติ ""
เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ !!!
กรุณาสละเวลาสัก 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อความต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวและอาจเกิดขึ้นกับเราบางคนได้ ซึ่งดูแล้วก็เหมือนสิ่งดี ๆ ที่คนทำให้แก่กันนั้นสามารถบิดเบือนไปได้
เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องหักมุมของการลักพาตัวของผู้ที่รอดตัวมาได้อย่างชาญ ฉลาด
เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่านเข้าไป
ข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะ เตือนสตรีคนอื่น ๆ
เมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยาง
ขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ”
หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร
เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย
และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีก ด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้
เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง
เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว
ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอ ก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา
ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืม ซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมา
แล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึง เรื่องที่เกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีด
และเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลม ออกให้แบน
นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วง หน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้ ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถ
ได้โปรดกรุณาส่ง ต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่ มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
เท่านั้นที่จะช่วยเราได้ !!!
กรุณาสละเวลาสัก 2-3 นาที เพื่ออ่านข้อความต่อไปนี้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวและอาจเกิดขึ้นกับเราบางคนได้ ซึ่งดูแล้วก็เหมือนสิ่งดี ๆ ที่คนทำให้แก่กันนั้นสามารถบิดเบือนไปได้
เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องหักมุมของการลักพาตัวของผู้ที่รอดตัวมาได้อย่างชาญ ฉลาด
เมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าห้างสรรพสินค้า แจกใบปลิวให้กับสตรีทุกคนที่ผ่านเข้าไป
ข้อความบนใบปลิวนั้นเธอเขียนขึ้นเองโดยเล่าประสบการณ์ที่เธอได้รับเพื่อจะ เตือนสตรีคนอื่น ๆ
เมื่อวันก่อนหญิงผู้นี้ซื้อของเสร็จก็กลับออกไปที่รถและพบว่ายางรถของเธอแบน เธอจึงเอาแม่แรงออกมาจากท้ายรถและเริ่มลงมือเปลี่ยนยาง
ขณะนั้นก็มีชายคนหนึ่งแต่งตัวดีท่าทางเป็นนักธุรกิจ ถือกระเป๋าเอกสารเดินตรงมาที่เธอและพูดว่า “ ผมสังเกตเห็นว่าคุณกำลังเปลี่ยนยางรถอยู่ จะให้ผมช่วยไหม ? ”
หญิงคนนั้นรู้สึกของคุณมากและยอมรับความช่วยเหลือ ขณะเปลี่ยนยางเขาก็พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร
เมื่อเปลี่ยนยางเสร็จก็เก็บยางที่แบนและแม่แรงไว้ท้ายรถ หญิงคนนั้นก็กล่าวขอบคุณเขาอย่างมากมาย
และขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้นว่าเขาทิ้งรถของเขาไว้อีก ด้านหนึ่งของห้างและจะรังเกียจไหมถ้าขออาศัยติดรถไปที่เขาจอดรถไว้
เธอก็นึกฉงนขึ้นมาเล็กน้อยจึงได้ถามว่าแล้วทำไมรถของคุณถึงได้อยู่อีกด้านหนึ่งของห้าง
เขาก็อธิบายว่าเขาพบกับเพื่อนเก่าซึ่งไม่ได้พบกันมานานมากแล้วคนหนึ่งในห้าง พวกเขาก็เลยไปหาอะไรทาน พูดคุยกันสักครู่ ตอนออกมาจากห้างก็ออกผิดทางและตอนนี้เขาก็สายมากแล้ว
ฝ่ายหญิงสาวก็ไม่อยากจะปฏิเสธเพราะเขาเพิ่งเข้ามาช่วยเหลือเธอเปลี่ยนยางรถ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกอึดอัดใจ (ออกจะเชื่อความรู้สึกของตนเอง) แล้วเธอก็จำได้ว่าเห็นชายคนนั้นเอากระเป๋าเอกสารของเขาใส่ไว้ท้ายรถของเธอ ก่อนจะปิดท้ายรถและก่อนที่จะขอติดรถไปที่รถของเขา
ด้วยความฉลาดมีไหวพริบ เธอจึงบอกเขาว่าเธอยินดีที่จะขับพาเขาไปเอารถแต่เธอเพิ่งนึกได้ว่าเธอลืม ซื้อของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เธอบอกว่าเธอจะใช้เวลา 2-3 นาทีเท่านั้นเอง และขอให้เขานั่งคอยเธอในรถก่อน เธอจะรีบไปรีบมา
แล้วเธอก็รีบเข้าไปในห้างและเล่าให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยฟังถึง เรื่องที่เกิดขึ้น
เจ้าหน้าที่รปภ.ก็ออกมาที่รถกับเธอแต่ชายคนนั้นไม่อยู่แล้ว พวกเขาจึงเปิดท้ายรถดู เอากระเป๋าเอกสารที่ล็อคอยู่ของชายคนนั้นไปที่สถานีตำรวจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดดูโดยตั้งใจจะดูว่าเป็นของใครจะได้ติดตามคืนได้ถูก สิ่งที่พบในกระเป๋าคือเชือก เทปกาว และมีด
และเมื่อตำรวจตรวจสอบยางที่แบนก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปกตินอกจากมันถูกปล่อยลม ออกให้แบน
นี่ก็แสดงให้เห็นเจตนาของชายผู้นั้นอย่างชัดเจนและเขาได้คิดวางแผนไว้ล่วง หน้า หญิงคนนี้โชคดีอย่างยิ่งที่รอดพ้นอันตรายมาได้ ลองมาคิดดูว่ามันจะเลวร้ายกว่านั้นขนาดไหนถ้าหญิงคนนั้นมีลูก ๆ มาด้วยและต้องนั่งคอยอยู่ด้วยในรถขณะที่ชายคนนั้นเปลี่ยนยาง หรือถ้าหญิงคนนั้นมีลูกเล็ก ๆ ที่ต้องจับให้นั่งติดอยู่กับเก้าอี้เด็กในรถ
ได้โปรดกรุณาส่ง ต่อข้อความนี้ไปให้ผู้หญิงทุกคนที่ท่านรู้จัก ท่านอาจจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ แสงเทียนจะไม่มีวันริบหรี่ถ้าจุดเพิ่มอีกเล่ม ทีแรกข้าพเจ้าว่าจะส่งให้เฉพาะสุภาพสตรี แต่ท่านสุภาพบุรุษทั้งหลายถ้าท่านรักแม่ ภรรยา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว เครือญาติที่เป็นผู้หญิงของท่าน กรุณาส่งข้อความนี้ต่อเช่นกัน เพื่อช่วยกันเตือนว่าโลกที่เราอยู่นี้มีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดเช่นนี้อยู่ มาก ฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไว้ก่อนจะได้ไม่เสียใจภายหลัง
Tuesday, October 5, 2010
คุณอ่านได้มั้ย
อ่านได้มั้ย "ลองดู ๆ"
วันก่อนเพื่อนส่งเมล์มาให้ฉบับหนึ่ง หัวข้อก็คือ "คุณอ่านได้มั้ย"
พออ่านแล้วรู้สึกสนุกดี ว่า....เอ๊ !! แปลกจังเลย นี่เราก็ยังอ่านมันได้นี่หน่า แม้เหมือนจะงง ไม่เข้าใจ
แล้วทำให้เกิดข้อคิดบางอย่างขึ้นมา ท่ามกลางการดำเนินชีวิตในสถานการณ์ที่ดูสับสนอลหม่านวุ่นวายในยุคปัจจุบันนี้
ไม่รู้ว่าคุณเคยอ่านหรือยังแต่เอาล่ะเราไปอ่านกันดู ดูสิว่าคุณอ่านมันได้มั้ย แล้วค่อยมาคุยกันต่อ
ณุคอาน่ได้มยั้
ถ้าคณุอาน่บทคามวนี้ได้
คณุมีคาวมคดิที่แขง็แรงพอสวคมรเลยนะ
คณุอาน่ได้หรอืเลป่าล่ะ
มีแค่ 55 คนจกา 100 เท่านนั้แล่หะที่อาน่ได้
ฉนัไม่อายกจะเชอื่เลยว่า
ฉนัเข้าใจสงิ่ที่ฉนักำลงัอาน่อู่ยนี้
มนัเปน็ปฎกราากรณ์ของคาวมคดิของม์ษุยน
ผลการศกึาษวจิยัจาก มวหายิทัาลย แบมคิร์จด ก่าลวว่า
มนัไม่สคำญเลยว่าตวัอรัษกเยีรงถตอ้กูงหรอืไม่ในคำคำหนงึ่
มนัสคำญแค่ว่า ตวัอษักรแรกและตวัอษกัรตวัสดุทาย้ของคำ
นนั้อู่ยในตนำแห่งที่ถกูตอ้ง ที่เลืหอนนั้มนัจะมวั่ซวั่อ่ายงไร
คณุก็อาน่มนัได้อู่ยดี ไม่มีปหญัา
ที่เปน็อาย่งนี้เราพะคาวมคดิของมษุน์ยนนั้
ไม่ได้อาน่ตวัอษกัรทกุตวัซกัหอน่ย
แต่อาน่เปน็คำเตม็ ๆ คำ
สดุยอดเลยใช่มยั้ล่ะ...ใช่เลย
แต่ยงัไงฉนัก็คดิว่าการสกะดมนัสคำญันะ
ถ้าคณุอาน่บควาบมนี้ได้ ชว่ยสง่ตอ่หอน่ยนะ
ฉะนั้น ความสับสันวุ่นวายไม่ได้เป็นเหตุทำให้เราไปต่อไม่ได้ และเราไม่ควรจะวิตกจริตกับสิ่งต่างๆที่ประดังประดาถ่าโถมเข้ามาในชีวิตจน เกินเหตุ
จงเผชิญกับมันเถิด แล้วคุณจะรู้ว่า
คุณสามารถอ่านปัญหาที่ดูงงงวยได้ไม่ยาก และสามารถเผชิญหน้ามันต่อไปได้ และไปจนถึงความสำเร็จ
ใช่.....คุณยังไหว.....และคุณอ่านมันได้
วันก่อนเพื่อนส่งเมล์มาให้ฉบับหนึ่ง หัวข้อก็คือ "คุณอ่านได้มั้ย"
พออ่านแล้วรู้สึกสนุกดี ว่า....เอ๊ !! แปลกจังเลย นี่เราก็ยังอ่านมันได้นี่หน่า แม้เหมือนจะงง ไม่เข้าใจ
แล้วทำให้เกิดข้อคิดบางอย่างขึ้นมา ท่ามกลางการดำเนินชีวิตในสถานการณ์ที่ดูสับสนอลหม่านวุ่นวายในยุคปัจจุบันนี้
ไม่รู้ว่าคุณเคยอ่านหรือยังแต่เอาล่ะเราไปอ่านกันดู ดูสิว่าคุณอ่านมันได้มั้ย แล้วค่อยมาคุยกันต่อ
ณุคอาน่ได้มยั้
ถ้าคณุอาน่บทคามวนี้ได้
คณุมีคาวมคดิที่แขง็แรงพอสวคมรเลยนะ
คณุอาน่ได้หรอืเลป่าล่ะ
มีแค่ 55 คนจกา 100 เท่านนั้แล่หะที่อาน่ได้
ฉนัไม่อายกจะเชอื่เลยว่า
ฉนัเข้าใจสงิ่ที่ฉนักำลงัอาน่อู่ยนี้
มนัเปน็ปฎกราากรณ์ของคาวมคดิของม์ษุยน
ผลการศกึาษวจิยัจาก มวหายิทัาลย แบมคิร์จด ก่าลวว่า
มนัไม่สคำญเลยว่าตวัอรัษกเยีรงถตอ้กูงหรอืไม่ในคำคำหนงึ่
มนัสคำญแค่ว่า ตวัอษักรแรกและตวัอษกัรตวัสดุทาย้ของคำ
นนั้อู่ยในตนำแห่งที่ถกูตอ้ง ที่เลืหอนนั้มนัจะมวั่ซวั่อ่ายงไร
คณุก็อาน่มนัได้อู่ยดี ไม่มีปหญัา
ที่เปน็อาย่งนี้เราพะคาวมคดิของมษุน์ยนนั้
ไม่ได้อาน่ตวัอษกัรทกุตวัซกัหอน่ย
แต่อาน่เปน็คำเตม็ ๆ คำ
สดุยอดเลยใช่มยั้ล่ะ...ใช่เลย
แต่ยงัไงฉนัก็คดิว่าการสกะดมนัสคำญันะ
ถ้าคณุอาน่บควาบมนี้ได้ ชว่ยสง่ตอ่หอน่ยนะ
ฉะนั้น ความสับสันวุ่นวายไม่ได้เป็นเหตุทำให้เราไปต่อไม่ได้ และเราไม่ควรจะวิตกจริตกับสิ่งต่างๆที่ประดังประดาถ่าโถมเข้ามาในชีวิตจน เกินเหตุ
จงเผชิญกับมันเถิด แล้วคุณจะรู้ว่า
คุณสามารถอ่านปัญหาที่ดูงงงวยได้ไม่ยาก และสามารถเผชิญหน้ามันต่อไปได้ และไปจนถึงความสำเร็จ
ใช่.....คุณยังไหว.....และคุณอ่านมันได้
Tuesday, September 28, 2010
ลาโง่
ลาโง่ตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่ที่ชายป่า
ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเพลงเพราะ
ลาอยากร้องเพลงเพราะอย่างจิ้งหรีดบ้าง
จึงถามจิ้งหรีดว่ากินอะไร จึงร้องเพลงเพราะ ?
จิ้งหรีดตอบว่ากินน้ำค้าง เสียงจึงเพราะ
ลาจึงเลิกกินหญ้าและกินแต่น้ำค้าง
ไม่ช้า ลาโง่นั้นก็ตาย
เพราะลาเป็นสัตว์กินหญ้า เมื่อ เลิกกินหญ้า ไม่ช้าก็ตาย
...........
พนักงานของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง
ทำงานด้านเอกสารมาห้าปี
มีความใฝ่ฝันที่อยากจะได้เลื่อนตำแหน่ง
ขึ้นเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานหรือเป็นมัคคุเทศก์
ด้วยความที่ได้รับการอบรมมาว่า
คนเราต้องขยัน อดทน ตั้งใจทำงาน ไม่ลางานเลยได้ยิ่งดี
ก็จะได้ดีในหน้าที่การงาน
ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก พนักงานคนนั้นก็ตั้งใจทำงานมาตลอดห้าปี
ไม่เคยลากิจ ลาป่วย หรือลาพักร้อนแม้แต่วันเดียว
มีอยู่บ้างเหมือนกันที่พนักงานคนนั้น
ตั้งใจจะลาพักร้อนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ บ้างในช่วงปีแรกๆ
แต่ว่ามักจะได้รับการตอบปฏิเสธจากหัวหน้างาน
ซึ่งให้เหตุผลว่าช่วงวันหยุดนี้งานเยอะมากเลยนะ
คุณอยู่ช่วยหน่อยเถอะนะ เก็บเงินโอทีไปเที่ยวทีหลังก็ได้
ถ้าคุณขยันอย่างนี้นะ ปีหน้าอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง ได้โบนัสพิเศษ
ห้าปีมาแล้วที่พนักงานคนนี้ขยันทำงานมาตลอด
แต่ไม่เคยลาพักร้อนไปเที่ยวไหนเลย
แล้วความฝันก็เป็นจริงขึ้นมา
ปีนี้ทางบริษัทต้องการมัคคุเทศก์ผู้ช่วยเพิ่มอีก 3-4 คน
โดยจะเลือกจากพนักงานภายในที่มีศักยภาพ
คำถามในการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกก็คือ .....
คุณเคยไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ?
คุณเคยมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในการท่องเที่ยวบ้างหรือเปล่า ?
.......... ( เงียบ ) ....................
< BR>ดูเหมือนลา และ พนักงานคนนี้
มีอะไรที่คล้ายกันอยู่ในบางมุม คุณว่ามั้ย ?
คุณอาจจะเป็นคนขยันทำงาน
ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็เป็นสิ่งดี
แต่อย่าลืมว่า ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว
และชีวิตไม่ได้มีเวลานานสักเท่าใด
ชีวิตที่ขาดประสบการณ์ด้าน อื่นๆ
เ ป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์หรอกครับ
คุณอาจจะอยากเก็บเงินไปเที่ยวตอนแก่
แล้วคุณจะแน่ใจได้หรือว่าคุณจะไม่เป็นอะไรไปก่อนแก่
และจงระลึกไว้ว่า ...........
ใช่ว่าคุณไม่อยู่ ..... ที่บริษัทจะอยู่ไม่ได้
< SPAN lang=TH>เพราะคนอื่นก็สามารถทำงานแทนคุณได้เหมือนกัน !!
ลาพักร้อนบ้างเถอะครับ
จะใช้ลากิจ ลาป่วยบ้างก็ไม่ว่ากัน ( ใครจะรู้ )
ปีหนึ่งสักสองสามครั้ง ไปไหนก็ได้ครับ
จงห่วงแค่ว่า .. คุณมีชีวิตแล้ว .. คุณมีชีวาหรือยัง ?
จงใช้ชีวิตที่มีให้คุ้มค่า
ดูอย่างเจ้าลาโง่ครับ
อย่างน้อยมันยังได้เดินเที่ยวในป่ากว้างก่อนตาย
แล้วคุณจะจับเจ่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมทั้งปีทั้งชาติหรือครับ
ลาโง่ ..... แต่ ..... ไม่ลา สิโง่(กว่า) คุณว่ามั้ย ?
ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเพลงเพราะ
ลาอยากร้องเพลงเพราะอย่างจิ้งหรีดบ้าง
จึงถามจิ้งหรีดว่ากินอะไร จึงร้องเพลงเพราะ ?
จิ้งหรีดตอบว่ากินน้ำค้าง เสียงจึงเพราะ
ลาจึงเลิกกินหญ้าและกินแต่น้ำค้าง
ไม่ช้า ลาโง่นั้นก็ตาย
เพราะลาเป็นสัตว์กินหญ้า เมื่อ เลิกกินหญ้า ไม่ช้าก็ตาย
...........
พนักงานของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง
ทำงานด้านเอกสารมาห้าปี
มีความใฝ่ฝันที่อยากจะได้เลื่อนตำแหน่ง
ขึ้นเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานหรือเป็นมัคคุเทศก์
ด้วยความที่ได้รับการอบรมมาว่า
คนเราต้องขยัน อดทน ตั้งใจทำงาน ไม่ลางานเลยได้ยิ่งดี
ก็จะได้ดีในหน้าที่การงาน
ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก พนักงานคนนั้นก็ตั้งใจทำงานมาตลอดห้าปี
ไม่เคยลากิจ ลาป่วย หรือลาพักร้อนแม้แต่วันเดียว
มีอยู่บ้างเหมือนกันที่พนักงานคนนั้น
ตั้งใจจะลาพักร้อนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ บ้างในช่วงปีแรกๆ
แต่ว่ามักจะได้รับการตอบปฏิเสธจากหัวหน้างาน
ซึ่งให้เหตุผลว่าช่วงวันหยุดนี้งานเยอะมากเลยนะ
คุณอยู่ช่วยหน่อยเถอะนะ เก็บเงินโอทีไปเที่ยวทีหลังก็ได้
ถ้าคุณขยันอย่างนี้นะ ปีหน้าอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง ได้โบนัสพิเศษ
ห้าปีมาแล้วที่พนักงานคนนี้ขยันทำงานมาตลอด
แต่ไม่เคยลาพักร้อนไปเที่ยวไหนเลย
แล้วความฝันก็เป็นจริงขึ้นมา
ปีนี้ทางบริษัทต้องการมัคคุเทศก์ผู้ช่วยเพิ่มอีก 3-4 คน
โดยจะเลือกจากพนักงานภายในที่มีศักยภาพ
คำถามในการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกก็คือ .....
คุณเคยไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ?
คุณเคยมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในการท่องเที่ยวบ้างหรือเปล่า ?
.......... ( เงียบ ) ....................
< BR>ดูเหมือนลา และ พนักงานคนนี้
มีอะไรที่คล้ายกันอยู่ในบางมุม คุณว่ามั้ย ?
คุณอาจจะเป็นคนขยันทำงาน
ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็เป็นสิ่งดี
แต่อย่าลืมว่า ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว
และชีวิตไม่ได้มีเวลานานสักเท่าใด
ชีวิตที่ขาดประสบการณ์ด้าน อื่นๆ
เ ป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์หรอกครับ
คุณอาจจะอยากเก็บเงินไปเที่ยวตอนแก่
แล้วคุณจะแน่ใจได้หรือว่าคุณจะไม่เป็นอะไรไปก่อนแก่
และจงระลึกไว้ว่า ...........
ใช่ว่าคุณไม่อยู่ ..... ที่บริษัทจะอยู่ไม่ได้
< SPAN lang=TH>เพราะคนอื่นก็สามารถทำงานแทนคุณได้เหมือนกัน !!
ลาพักร้อนบ้างเถอะครับ
จะใช้ลากิจ ลาป่วยบ้างก็ไม่ว่ากัน ( ใครจะรู้ )
ปีหนึ่งสักสองสามครั้ง ไปไหนก็ได้ครับ
- ไปในที่ๆ คุณยังไม่เคยไป
- ไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อคุณต้องเขียนใบลาบ่อยๆ
- ไม่ต้องกลัวว่าเจ้านายจะไม่พอใจ หรือไม่อนุมัติ เพราะคุณมีสิทธิ์
- ไม่ต้องรู้สึกผิด ถ้าในเวลางานคุณได้ทำเต็มร้อยแล้ว
- ไม่ต้องห่วงว่าการหยุดของคุณจะมีผลต่อการประเมิน
- ผลงานต่างหากที่เป็นตัววัด
จงห่วงแค่ว่า .. คุณมีชีวิตแล้ว .. คุณมีชีวาหรือยัง ?
จงใช้ชีวิตที่มีให้คุ้มค่า
ดูอย่างเจ้าลาโง่ครับ
อย่างน้อยมันยังได้เดินเที่ยวในป่ากว้างก่อนตาย
แล้วคุณจะจับเจ่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมทั้งปีทั้งชาติหรือครับ
ลาโง่ ..... แต่ ..... ไม่ลา สิโง่(กว่า) คุณว่ามั้ย ?
ไข้หวัด 2009
ดูแลตัวเองด้วย ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดหนัก
กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรก
ที่เชื้อไปลงที่หัวใจ โปรดช่วยกันส่งต่อด้วยนะคะ
น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร. เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม. 3
เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง ...
วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์
น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...
อยากให้ทุกคนอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษานะคะ เพราะมันอันตรายจริงๆ
น้ำเพชร น้องชายคนเดียวอายุ14ปี ของบ้านซึ่งเค้าเปนไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเปนอย่างมาก เราก้ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเปนอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ อาการ ที่น้องเปนคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก วันที่ 2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก วันสุดท้ายคือวันที่3หน้าซีดและอาเจียน ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา4โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก้เค้าห้องฉุกเฉิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ ก็พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก้ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่8ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วยให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย
พ่อของฉันได้มานั่งคิดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ พ่อของฉันบอกว่า การที่ตรวจเชื้อนี้ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร
น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่ 6 /09/10 ได้ติดเชื้อจากที่นั่น พ่อของฉันก็ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมาพ่อของฉันเจ็บคอมากไม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยาและให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บคอ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไปทำพาสปอร์ตเพราะได้ทุนที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่ 7 ตุลา 2010
ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้าไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยนะคะ และฝากส่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆ คนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองทุกท่านคะ!!!:)
กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรก
ที่เชื้อไปลงที่หัวใจ โปรดช่วยกันส่งต่อด้วยนะคะ
น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร. เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม. 3
เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง ...
วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์
น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...
อยากให้ทุกคนอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษานะคะ เพราะมันอันตรายจริงๆ
น้ำเพชร น้องชายคนเดียวอายุ14ปี ของบ้านซึ่งเค้าเปนไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเปนอย่างมาก เราก้ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเปนอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ อาการ ที่น้องเปนคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก วันที่ 2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก วันสุดท้ายคือวันที่3หน้าซีดและอาเจียน ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา4โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก้เค้าห้องฉุกเฉิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ ก็พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก้ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่8ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วยให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย
พ่อของฉันได้มานั่งคิดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ พ่อของฉันบอกว่า การที่ตรวจเชื้อนี้ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร
น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่ 6 /09/10 ได้ติดเชื้อจากที่นั่น พ่อของฉันก็ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมาพ่อของฉันเจ็บคอมากไม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยาและให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บคอ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไปทำพาสปอร์ตเพราะได้ทุนที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่ 7 ตุลา 2010
ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้าไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยนะคะ และฝากส่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆ คนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองทุกท่านคะ!!!:)
Friday, September 17, 2010
คู่ชีวิตไม่จำกัดที่่่คู่สมรส
คู่ชีวิตไม่จำกัดที่่่คู่สมรส (สำคัญนะ)
คู่ชีวิตโดยทั่วไปหมายถึงคู่สมรส ปัจจุบันค่านิยมเปลี่ยนแปลงไป วัยทองสูญเสียคู่สมรสมีอยู่ไม่น้อย ดังนั้น คำนิยามคู่ชีวิตควรขยายกว้างออกไป หมายรวมถึงผู้ที่เป็นเพื่่่อนในยามแก่ ไม่เฉพาะ เจาะจงต้องเป็นคู่ผัวตัวเมียที่บ้าน
หมั่นผูกมิตรหาคู่ชีวิต เติมสีสันในวัยทอง
ค่ำวันหนึ่ง ดิฉันรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การบริหารความเครียด” ให้แก่บริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่ง ดิฉันสังเกตเห็นมีผู้วัยทองคนหนึ่งน่าสนใจมาก เพราะผู้ฟังในห้องล้วนเป็นชายหญิงอายุขึ้นต้นเลข 3 หรือ 4 เท่านั้น ทำไมมีคนแก่ที่ดูท่าทางตั้งอกตั้งใจมาร่วมฟังด้วย
“ผมกลัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยมาขอเรียนด้วยคน” ผู้พูดอายุกว่า 70 เห็นจะได้ แต่เสียงพูดเต็มไปด้วยกำลังวังชา เดินเหินอย่างคล่องแคล่ว ท่านคือ มร.วู ประธานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในไต้หวัน ผู้ผลิตปลากระป๋องที่ดิฉันชื่นชอบ
ดิฉันเห็นว่าเป็นโอกาสทองหายาก จึงเรียนเชิญท่านขึ้นเวที ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แนะนำหน้าที่การงานและเรื่องราวชีวิตส่วนตัวต่างๆ ถือเป็นวิทยาทานแก่คนหนุ่มสาวในห้อง เพราะความสำเร็จในชีวิตของท่านคือขุมทรัพย์สำหรับการเรียนรู้
คนประเภทคล้ายประธานวูมีอยู่ไม่น้อยในแวดวงสังคมเรา คนเหล่านี้ไม่ถือตัวว่าร่ำรวยหรือมีตำแหน่งสูง กลับยังพยายามเรียนรู้จากชีวิต ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าในแต่ละวัน เป็นผู้น่าเคารพนับถือและเป็นเยี่ยงอย่างที่สำหรับเราทุกคน
ดิฉันรู้จักยายซิ้มคนหนึ่ง ทุกครั้งที่ไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะ มักจะได้เห็นเรือนร่างผอมเล็กของยายซิ้ม ซึ่งอายุกว่า 70 แล้ว เดินไม่มั่นคงนัก แต่เธอมักจะก้าวเท้ารวดเร็ว ยิ้มแย้มทักทายกับผู้คน เธอดูเป็นคนสุขนิยม มาออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่เว้นฝนตกแดดออก เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคำขวัญที่ว่า “อยู่ให้นาน อยู่ให้สุข” เป็นผู้ที่น่านับถืออีกคนหนึ่ง
ปัญหาคือ ทุกวันนี้ยังมีชาววัยทองไม่น้อยที่ไม่สามารถออกจากกรงประตูบ้าน ได้แต่บ่นพรำทั้งวัน นับแต่ลูกๆต่างมีครอบครัว ตนเองเกษียณอยู่กับบ้าน อยู่ไปวันๆซ้ำซากไร้สีสัน มีแต่ความว่างเปล่าเดียวดาย
ชาววัยทองต้องมีแผนชีวิต
อันที่จริง ชาววัยทองควรวางแผนชีวิตวัยทองสำหรับอีก 20-30 ปีข้างหน้า สมัยวัยไฟแรง แผนชีวิตเน้นที่การงาน การเงิน ลูกเต้าและการเจริญเติบโต โดยละเลยแผนสุขภาพ การพักผ่อนหย่อนใจและบริการสังคม
หลังเกษียณ สุขภาพกลายเป็นแผนอันดับแรก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองข้ามการพักผ่อนหย่อนใจและบริการสังคม
มีผู้วัยทองท่านหนึ่งซึ่งดิฉันนับถือเป็นตัวอย่างสุดยอดในชีวิต หลังเกษียณเธอยังดำเนินชีวิตอย่างมีสีสัน ถ่ายรูป วาดเขียน ท่องเที่ยว ร่ำเรียน พบเพื่อน เป็นรายการส่วนใหญ่ในชีวิต ดิฉันเคยถามท่านว่า “ไม่ต้องช่วยเลี้ยงหลานหรือ” เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า “นั่นเป็นเรื่องของลูก ธุระของฉันเองก็ทำไม่หวัดไม่ไหวอยู่แล้ว”
สรุปคือ แผนชีวิตต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพียงแต่ต้องปรับอันดับก่อนหลังในระยะที่ต่างกัน แนวคิดเกี่ยวกับ “คู่ชีวิต” ในการวางแผนสำหรับชาววัยทองแล้ว จำเป็นต้องไตร่ตรองในมุมกว้าง
คุณมีคู่ชีวิตกี่คน?
คู่ชีวิตมีความสำคัญยิ่งในโลกของคนวัยทอง เพราะลูกๆ แยกไปอยู่ต่างหากหรือไม่ก็ง่วนอยู่กับธุระของเขาเอง ผู้วัยทองมีเพื่อนคุยรอบข้างหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม ฉะนั้น ชาววัยทองต้องออกจากบ้าน เข้าสู่ชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม โดยเฉพาะต้องไปคบหาคู่ชีวิต
ใครบ้างที่เป็นคู่ชีวิตคุณได้?
1. พี่น้องจากครอบครัวเดิม
2. ลูกหลานและคนรุ่นใหม่
3. เพื่อนร่วมเรียนและเพื่อนร่วมงานในอดีต
4. ชาวบ้านในชุมชน
5. สมาชิกในชั้นเรียนผู้ใหญ่
6. ศาสนิกชนกลุ่มต่าง ๆ
7. อาสาสมัครที่มาเยือนตามบ้าน
ชาววัยทองต้องมีแผนชีวิต
อันที่จริง ชาววัยทองควรวางแผนชีวิตวัยทองสำหรับอีก 20-30 ปีข้างหน้า สมัยวัยไฟแรง แผนชีวิตเน้นที่การงาน การเงิน ลูกเต้าและการเจริญเติบโต โดยละเลยแผนสุขภาพ การพักผ่อนหย่อนใจและบริการสังคม
หลังเกษียณ สุขภาพกลายเป็นแผนอันดับแรก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองข้ามการพักผ่อนหย่อนใจและบริการสังคม
มีผู้วัยทองท่านหนึ่งซึ่งดิฉันนับถือเป็นตัวอย่างสุดยอดในชีวิต หลังเกษียณเธอยังดำเนินชีวิตอย่างมีสีสัน ถ่ายรูป วาดเขียน ท่องเที่ยว ร่ำเรียน พบเพื่อน เป็นรายการส่วนใหญ่ในชีวิต ดิฉันเคยถามท่านว่า “ไม่ต้องช่วยเลี้ยงหลานหรือ” เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า “นั่นเป็นเรื่องของลูก ธุระของฉันเองก็ทำไม่หวัดไม่ไหวอยู่แล้ว”
สรุปคือ แผนชีวิตต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพียงแต่ต้องปรับอันดับก่อนหลังในระยะที่ต่างกัน แนวคิดเกี่ยวกับ “คู่ชีวิต” ในการวางแผนสำหรับชาววัยทองแล้ว จำเป็นต้องไตร่ตรองในมุมกว้าง
คุณมีคู่ชีวิตกี่คน?
คู่ชีวิตมีความสำคัญยิ่งในโลกของคนวัยทอง เพราะลูกๆ แยกไปอยู่ต่างหากหรือไม่ก็ง่วนอยู่กับธุระของเขาเอง ผู้วัยทองมีเพื่อนคุยรอบข้างหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม ฉะนั้น ชาววัยทองต้องออกจากบ้าน เข้าสู่ชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม โดยเฉพาะต้องไปคบหาคู่ชีวิต
ใครบ้างที่เป็นคู่ชีวิตคุณได้?
1. พี่น้องจากครอบครัวเดิม
2. ลูกหลานและคนรุ่นใหม่
3. เพื่อนร่วมเรียนและเพื่อนร่วมงานในอดีต
4. ชาวบ้านในชุมชน
5. สมาชิกในชั้นเรียนผู้ใหญ่
6. ศาสนิกชนกลุ่มต่าง ๆ
7. อาสาสมัครที่มาเยือนตามบ้าน
ลองใช้เวลาสัก 5 นาที จดดูว่าปัจจุบันคุณมีคู่ชีวิตทั้งหมดกี่คน หากมีมากกว่า 20 คน แสดงว่าชีวิตวัยทองของคุณมีสีสันมาก หากมี 10 คนขึ้นไป ถือว่ามีสีสันพอสมควร หากมีเพียง 5 คนโดยประมาณ ต้องสำนึกว่าเกิดวิกฤตกาลแล้ว เพราะเครือข่ายสนับสนุนนับวันอ่อนแอลง วันเวลาแห่งภาวะถดถอยนับวันย่างใกล้เข้ามา
แป๊ะแก่ผู้หนึ่งฟังคำแนะนำจากเมีย ไปร่วมวงกับ “คณะกินดื่มเที่ยวเล่น” เขายิ้มหราคุยว่า “ชีวิตผมมีเพื่อนเพิ่มขึ้น 20 กว่าคน วันนี้ไปไต่เขา วันรุ่งไปดูนิทรรศการภาพเขียน อีกวันไปชิมอาหารชนบท เราเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ใช้เงินไม่มาก เพิ่มรสชาติแก่ชีวิตมากโข”
แสดงว่าคู่ชีวิตยิ่งมากยิ่งดี เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน สั่งสมภูมิปัญญาชีวิตคนละแบบ เมื่อจุดประกายชีวิตพร้อมกัน ก่อให้เกิดเสียงหัวเราะเฮฮา กระตุ้นความคึกคะนองขึ้นมา
โปรดจำไว้ คู่ชีวิตอย่ามีหนึ่ง มากได้ยิ่งดี ฉะนั้น หมั่นจับตาเป้าหมายรอบข้างนะ
แสดงว่าคู่ชีวิตยิ่งมากยิ่งดี เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน สั่งสมภูมิปัญญาชีวิตคนละแบบ เมื่อจุดประกายชีวิตพร้อมกัน ก่อให้เกิดเสียงหัวเราะเฮฮา กระตุ้นความคึกคะนองขึ้นมา
โปรดจำไว้ คู่ชีวิตอย่ามีหนึ่ง มากได้ยิ่งดี ฉะนั้น หมั่นจับตาเป้าหมายรอบข้างนะ
Subscribe to:
Posts (Atom)