Dhamma can lead your life.

Tuesday, September 28, 2010

ลาโง่

ลาโง่ตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่ที่ชายป่า
ได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องเพลงเพราะ
ลาอยากร้องเพลงเพราะอย่างจิ้งหรีดบ้าง

จึงถามจิ้งหรีดว่ากินอะไร จึงร้องเพลงเพราะ ?
จิ้งหรีดตอบว่ากินน้ำค้าง เสียงจึงเพราะ
ลาจึงเลิกกินหญ้าและกินแต่น้ำค้าง

ไม่ช้า ลาโง่นั้นก็ตาย
เพราะลาเป็นสัตว์กินหญ้า
เมื่อ เลิกกินหญ้า ไม่ช้าก็ตาย
...........


พนักงานของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง

ทำงานด้านเอกสารมาห้าปี
มีความใฝ่ฝันที่อยากจะได้เลื่อนตำแหน่ง

ขึ้นเป็นพนักงานระดับหัวหน้างานหรือเป็นมัคคุเทศก์
ด้วยความที่ได้รับการอบรมมาว่า

คนเราต้องขยัน อดทน ตั้งใจทำงาน ไม่ลางานเลยได้ยิ่งดี

ก็จะได้ดีในหน้าที่การงาน
ตั้งแต่เริ่มทำงานวันแรก พนักงานคนนั้นก็ตั้งใจทำงานมาตลอดห้าปี
ไม่เคยลากิจ ลาป่วย หรือลาพักร้อนแม้แต่วันเดียว
มีอยู่บ้างเหมือนกันที่พนักงานคนนั้น

ตั้งใจจะลาพักร้อนไปเที่ยวกับเพื่อนๆ บ้างในช่วงปีแรกๆ
แต่ว่ามักจะได้รับการตอบปฏิเสธจากหัวหน้างาน

ซึ่งให้เหตุผลว่าช่วงวันหยุดนี้งานเยอะมากเลยนะ
คุณอยู่ช่วยหน่อยเถอะนะ เก็บเงินโอทีไปเที่ยวทีหลังก็ได้
ถ้าคุณขยันอย่างนี้นะ ปีหน้าอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง ได้โบนัสพิเศษ
ห้าปีมาแล้วที่พนักงานคนนี้ขยันทำงานมาตลอด
แต่ไม่เคยลาพักร้อนไปเที่ยวไหนเลย

แล้วความฝันก็เป็นจริงขึ้นมา
ปีนี้ทางบริษัทต้องการมัคคุเทศก์ผู้ช่วยเพิ่มอีก 3-4 คน
โดยจะเลือกจากพนักงานภายในที่มีศักยภาพ
คำถามในการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกก็คือ .....
คุณเคยไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ?
คุณเคยมีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นในการท่องเที่ยวบ้างหรือเปล่า ?
.......... ( เงียบ
) ....................

< BR>ดูเหมือนลา และ พนักงานคนนี้

มีอะไรที่คล้ายกันอยู่ในบางมุม คุณว่ามั้ย ?


คุณอาจจะเป็นคนขยันทำงาน

ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็เป็นสิ่งดี
แต่อย่าลืมว่า ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และชีวิตไม่ได้มีเวลานานสักเท่าใด
ชีวิตที่ขาดประสบการณ์ด้าน อื่นๆ

เ ป็นชีวิตที่ไม่สมบูรณ์หรอกครับ
คุณอาจจะอยากเก็บเงินไปเที่ยวตอนแก่

แล้วคุณจะแน่ใจได้หรือว่าคุณจะไม่เป็นอะไรไปก่อนแก่


และจงระลึกไว้ว่า ...........

ใช่ว่าคุณไม่อยู่ ..... ที่บริษัทจะอยู่ไม่ได้

< SPAN lang=TH>เพราะคนอื่นก็สามารถทำงานแทนคุณได้เหมือนกัน !!


ลาพักร้อนบ้างเถอะครับ

จะใช้ลากิจ ลาป่วยบ้างก็ไม่ว่ากัน ( ใครจะรู้
)
ปีหนึ่งสักสองสามครั้ง ไปไหนก็ได้ครับ

  • ไปในที่ๆ คุณยังไม่เคยไป
  • ไม่ต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อคุณต้องเขียนใบลาบ่อยๆ
  • ไม่ต้องกลัวว่าเจ้านายจะไม่พอใจ หรือไม่อนุมัติ เพราะคุณมีสิทธิ์
  • ไม่ต้องรู้สึกผิด ถ้าในเวลางานคุณได้ทำเต็มร้อยแล้ว
  • ไม่ต้องห่วงว่าการหยุดของคุณจะมีผลต่อการประเมิน
  • ผลงานต่างหากที่เป็นตัววัด

จงห่วงแค่ว่า .. คุณมีชีวิตแล้ว .. คุณมีชีวาหรือยัง ?
จงใช้ชีวิตที่มีให้คุ้มค่า


ดูอย่างเจ้าลาโง่ครับ

อย่างน้อยมันยังได้เดินเที่ยวในป่ากว้างก่อนตาย
แล้วคุณจะจับเจ่าอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมทั้งปีทั้งชาติหรือครับ
ลาโง่ ..... แต่ ..... ไม่ลา สิโง่(กว่า) คุณว่ามั้ย ?
 

ไข้หวัด 2009

ดูแลตัวเองด้วย ไข้หวัด 2009 กำลังระบาดหนัก
กรณีนี้ หมอไม่รู้ว่าเชื้อไปลงที่หัวใจ คงจะเป็นคนแรก
ที่เชื้อไปลงที่หัวใจ โปรดช่วยกันส่งต่อด้วยนะคะ

น้องน้ำเพชร เรียนที่ รร. เซ็นคาเบรียล อยู่ชั้น ม. 3
เป็นเพื่อนกับหลานสาวเราเอง ...
วันศุกร์ที่ 10/9/53 ได้ไปงานศพที่วัดเซ็นต์หลุยส์
น่าเสียดายเด็กอายุ 14 ปี กำลังจะไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
กลับต้องมาจากไปก่อนเวลาอันสมควร...

อยากให้ทุกคนอ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษานะคะ เพราะมันอันตรายจริงๆ

น้ำเพชร น้องชายคนเดียวอายุ14ปี ของบ้านซึ่งเค้าเปนไข้หวัด2009 ตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งครอบครัวเสียใจเปนอย่างมาก เราก้ไม่รู้หรอกว่าน้องเค้าเปนอะไร ไปตรวจดูเชื้อก็ไม่พบ อาการ ที่น้องเปนคือ วันแรกมีไข้ขึ้นสูงมากกกก วันที่ 2 เจ็บหัวใจและหายใจไม่ออก วันสุดท้ายคือวันที่3หน้าซีดและอาเจียน ไม่สามารถกินอะไรได้ตั้งแต่วันจันทร์ตอนเย็นแล้ว เมื่อเวลา4โมงครึ่ง ฉันและพ่อได้พาน้องไปโรงพยาบาล เมื่อกำลังจะถึงโรงพยาบาลน้ำเพชรเกิดอาการช๊อค กำมือแน่น ตาเหลือก และอ้าปาก มีฟองออกจากจมูกน้องของฉัน วินาทีนั้นฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี หัวใจของน้องฉันหยุดเต้นแล้ว พอถึงโรงพยาบาล ก้เค้าห้องฉุกเฉิน พ่อของฉันซึ่งเป็นหมอ ก็พยายามปั้มหัวใจให้น้องฉัน ให้พยายาบาลและหมอในโรงพยาบาลอีกหลายท่านมาช่วยกัน แต่ก้ไม่สามารถช่วยไว้ได้ทัน ทำอย่างไรก็ช่วยไม่ได้จริงๆ น้องของฉันถูกปั้มหัวใจอยู่8ชั่วโมง แต่มันไม่ช่วยให้น้องของฉันฟื้นขึ้นมาเลย

พ่อของฉันได้มานั่งคิดดูถึงสาเหตุที่ตรวจเชื้อไวรัสไม่เจอ พ่อของฉันบอกว่า การที่ตรวจเชื้อนี้ตรวจที่หลอดลมและปอด แต่กรณีน้องชายของฉันเชื้อนี้ไม่ได้ลงที่ปอด แต่ไปลงที่หัวใจ ซึ่งผลออกมาเลยไม่ทราบว่าน้องชายของฉันเป็นโรคอะไร

น้องชายของฉันได้ไปทำพาสปอร์ต เมื่อวันจันทร์ที่ 6 /09/10 ได้ติดเชื้อจากที่นั่น พ่อของฉันก็ไปด้วยกันกับน้อง และเมื่อพ่อกลับมาพ่อของฉันเจ็บคอมากไม่สามารถพูดได้เลย และพ่อของฉันก็เลยทานยาและให้น้ำเกลือจึงทำให้หายเจ็บคอ พ่อบอกว่าเชื้อนี้มันลงที่คอพ่อ น้องชายของฉันไปทำพาสปอร์ตเพราะได้ทุนที่จะไปเล่นดนตรีไทยที่ไต้หวันวันที่ 7 ตุลา 2010

ฉันจึงอยากบอกให้ทุกคน ดูแลรักษาร่างกายของตนเองดีๆ ห้ามเข้าไปในที่แออัด ระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี มีโอกาสติดเชื้อมาก ไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยนะคะ และฝากส่งข้อความนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อว่าการตายของน้องชายของฉันจะได้ไม่สูญเปล่า และทำให้คนไทยหลายๆ คนไม่เป็นแบบน้องชายของฉัน

ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองทุกท่านคะ!!!:)

Friday, September 17, 2010

คู่ชีวิตไม่จำกัดที่่่คู่สมรส


คู่ชีวิตไม่จำกัดที่่่คู่สมรส (สำคัญนะ)
คู่ชีวิตโดยทั่วไปหมายถึงคู่สมรส ปัจจุบันค่านิยมเปลี่ยนแปลงไป วัยทองสูญเสียคู่สมรสมีอยู่ไม่น้อย  ดังนั้น คำนิยามคู่ชีวิตควรขยายกว้างออกไป หมายรวมถึงผู้ที่เป็นเพื่่่อนในยามแก่ ไม่เฉพาะ เจาะจงต้องเป็นคู่ผัวตัวเมียที่บ้าน 
หมั่นผูกมิตรหาคู่ชีวิต เติมสีสันในวัยทอง
ค่ำวันหนึ่ง ดิฉันรับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การบริหารความเครียด” ให้แก่บริษัทที่ปรึกษาแห่งหนึ่ง ดิฉันสังเกตเห็นมีผู้วัยทองคนหนึ่งน่าสนใจมาก เพราะผู้ฟังในห้องล้วนเป็นชายหญิงอายุขึ้นต้นเลข 3 หรือ 4 เท่านั้น ทำไมมีคนแก่ที่ดูท่าทางตั้งอกตั้งใจมาร่วมฟังด้วย
            “ผมกลัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยมาขอเรียนด้วยคน” ผู้พูดอายุกว่า 70 เห็นจะได้ แต่เสียงพูดเต็มไปด้วยกำลังวังชา เดินเหินอย่างคล่องแคล่ว ท่านคือ มร.วู ประธานบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในไต้หวัน ผู้ผลิตปลากระป๋องที่ดิฉันชื่นชอบ  
ดิฉันเห็นว่าเป็นโอกาสทองหายาก จึงเรียนเชิญท่านขึ้นเวที ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แนะนำหน้าที่การงานและเรื่องราวชีวิตส่วนตัวต่างๆ ถือเป็นวิทยาทานแก่คนหนุ่มสาวในห้อง  เพราะความสำเร็จในชีวิตของท่านคือขุมทรัพย์สำหรับการเรียนรู้
คนประเภทคล้ายประธานวูมีอยู่ไม่น้อยในแวดวงสังคมเรา คนเหล่านี้ไม่ถือตัวว่าร่ำรวยหรือมีตำแหน่งสูง กลับยังพยายามเรียนรู้จากชีวิต ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าในแต่ละวัน เป็นผู้น่าเคารพนับถือและเป็นเยี่ยงอย่างที่สำหรับเราทุกคน      
ดิฉันรู้จักยายซิ้มคนหนึ่ง ทุกครั้งที่ไปออกกำลังกายในสวนสาธารณะ มักจะได้เห็นเรือนร่างผอมเล็กของยายซิ้ม ซึ่งอายุกว่า 70 แล้ว เดินไม่มั่นคงนัก แต่เธอมักจะก้าวเท้ารวดเร็ว ยิ้มแย้มทักทายกับผู้คน เธอดูเป็นคนสุขนิยม มาออกกำลังกายสม่ำเสมอไม่เว้นฝนตกแดดออก เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคำขวัญที่ว่า “อยู่ให้นาน อยู่ให้สุข” เป็นผู้ที่น่านับถืออีกคนหนึ่ง
            ปัญหาคือ  ทุกวันนี้ยังมีชาววัยทองไม่น้อยที่ไม่สามารถออกจากกรงประตูบ้าน ได้แต่บ่นพรำทั้งวัน นับแต่ลูกๆต่างมีครอบครัว ตนเองเกษียณอยู่กับบ้าน อยู่ไปวันๆซ้ำซากไร้สีสัน มีแต่ความว่างเปล่าเดียวดาย
 
ชาววัยทองต้องมีแผนชีวิต
            อันที่จริง ชาววัยทองควรวางแผนชีวิตวัยทองสำหรับอีก 20-30 ปีข้างหน้า สมัยวัยไฟแรง แผนชีวิตเน้นที่การงาน การเงิน ลูกเต้าและการเจริญเติบโต โดยละเลยแผนสุขภาพ การพักผ่อนหย่อนใจและบริการสังคม
                หลังเกษียณ สุขภาพกลายเป็นแผนอันดับแรก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังมองข้ามการพักผ่อนหย่อนใจและบริการสังคม
            มีผู้วัยทองท่านหนึ่งซึ่งดิฉันนับถือเป็นตัวอย่างสุดยอดในชีวิต หลังเกษียณเธอยังดำเนินชีวิตอย่างมีสีสัน ถ่ายรูป วาดเขียน ท่องเที่ยว ร่ำเรียน พบเพื่อน เป็นรายการส่วนใหญ่ในชีวิต ดิฉันเคยถามท่านว่า “ไม่ต้องช่วยเลี้ยงหลานหรือ” เธอตอบอย่างไม่ลังเลว่า “นั่นเป็นเรื่องของลูก ธุระของฉันเองก็ทำไม่หวัดไม่ไหวอยู่แล้ว”
            สรุปคือ แผนชีวิตต้องดำเนินอย่างต่อเนื่องตลอดไป เพียงแต่ต้องปรับอันดับก่อนหลังในระยะที่ต่างกัน แนวคิดเกี่ยวกับ “คู่ชีวิต” ในการวางแผนสำหรับชาววัยทองแล้ว จำเป็นต้องไตร่ตรองในมุมกว้าง
 
คุณมีคู่ชีวิตกี่คน?
                คู่ชีวิตมีความสำคัญยิ่งในโลกของคนวัยทอง เพราะลูกๆ แยกไปอยู่ต่างหากหรือไม่ก็ง่วนอยู่กับธุระของเขาเอง ผู้วัยทองมีเพื่อนคุยรอบข้างหรือไม่จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม ฉะนั้น ชาววัยทองต้องออกจากบ้าน เข้าสู่ชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับสังคม โดยเฉพาะต้องไปคบหาคู่ชีวิต
 
ใครบ้างที่เป็นคู่ชีวิตคุณได้?
1.    พี่น้องจากครอบครัวเดิม
2.    ลูกหลานและคนรุ่นใหม่
3.    เพื่อนร่วมเรียนและเพื่อนร่วมงานในอดีต
4.    ชาวบ้านในชุมชน
5.    สมาชิกในชั้นเรียนผู้ใหญ่
6.    ศาสนิกชนกลุ่มต่าง ๆ
7.    อาสาสมัครที่มาเยือนตามบ้าน
 
ลองใช้เวลาสัก 5 นาที จดดูว่าปัจจุบันคุณมีคู่ชีวิตทั้งหมดกี่คน หากมีมากกว่า 20 คน แสดงว่าชีวิตวัยทองของคุณมีสีสันมาก หากมี 10 คนขึ้นไป ถือว่ามีสีสันพอสมควร หากมีเพียง 5 คนโดยประมาณ ต้องสำนึกว่าเกิดวิกฤตกาลแล้ว เพราะเครือข่ายสนับสนุนนับวันอ่อนแอลง วันเวลาแห่งภาวะถดถอยนับวันย่างใกล้เข้ามา
            แป๊ะแก่ผู้หนึ่งฟังคำแนะนำจากเมีย ไปร่วมวงกับ “คณะกินดื่มเที่ยวเล่น” เขายิ้มหราคุยว่า “ชีวิตผมมีเพื่อนเพิ่มขึ้น 20 กว่าคน วันนี้ไปไต่เขา วันรุ่งไปดูนิทรรศการภาพเขียน อีกวันไปชิมอาหารชนบท เราเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ใช้เงินไม่มาก เพิ่มรสชาติแก่ชีวิตมากโข”
            แสดงว่าคู่ชีวิตยิ่งมากยิ่งดี เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน สั่งสมภูมิปัญญาชีวิตคนละแบบ เมื่อจุดประกายชีวิตพร้อมกัน  ก่อให้เกิดเสียงหัวเราะเฮฮา กระตุ้นความคึกคะนองขึ้นมา
            โปรดจำไว้  คู่ชีวิตอย่ามีหนึ่ง มากได้ยิ่งดี  ฉะนั้น หมั่นจับตาเป้าหมายรอบข้างนะ

Tuesday, September 14, 2010

ร้านปันกัน

...“จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็รกบ้าน” สื่อกลางผู้ใจบุญ สานฝันการศึกษาของเด็กไทย… 
    
     … “จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็รกบ้าน” สำหรับผู้บริจาค แต่เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ และยังได้ร่วมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กนักเรียนทุนมูลนิธิยุวพัฒน์ทั่วประเทศ


“ร้านปันกัน” ตั้งอยู่ที่ชั้น G ศูนย์การค้าพาราไดซ์ (เสรีเซ็นเตอร์เก่า) ถนนศรีนครินทร์ เป็นแหล่งรับบริจาคสิ่งของเครื่องใช้ทุกชนิดที่ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้จากผู้ใจบุญมาจำหน่าย นำรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายมาเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนทั่วประเทศ เป็นโครงการระดมทุนที่เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกฝ่าย เพราะหลายสิ่งหลายอย่างนั้นเป็นของที่ผู้บริจาครู้สึกว่า ‘จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็รกบ้าน’ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำให้ของที่ไม่ได้ใช้ ถูกนำกลับมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า และยังช่วยส่งเสริมการศึกษาให้เด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นกำลังที่เข้มแข็งของชาติต่อไป นอกจากนี้ทางมูลนิธิฯ ยังจัดให้นักศึกษาที่ได้รับทุนมาเป็นพนักงานประจำร้านในช่วงว่างจากการเรียน ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้พิเศษอีกทางหนึ่ง


    “ร้านปันกัน” ตั้งขึ้นโดย “มูลนิธิยุวพัฒน์” เมื่อปี พ.ศ.2543 ด้วยความเชื่อที่ว่า สังคมจะดีได้ ถ้าเราทุกคนช่วยกัน ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี เงินทองเป็นของหายาก การจะขอรับบริจาคเงินนั้นก็ยากขึ้นเช่นกัน มูลนิธิฯ จึงตั้ง “ร้านปันกัน” ขึ้นโดยได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่จาก เสรีเซ็นเตอร์ ที่ให้ “ปันกัน” ตั้งอยู่โดยไม่คิดค่าเช่าแม้แต่บาทเดียว เพื่อ “ปันกัน” จะได้เป็นแหล่งเปิดรับข้าวของเครื่องใช้ทุกชนิด ที่ยังคงอยู่ในสภาพใช้งานได้ที่ท่านรู้สึกว่า “จะทิ้งก็เสียดาย จะเก็บไว้ก็รกบ้าน” มามอบให้ปันกัน โดย“ปันกัน” จะเป็นสื่อกลางให้ผู้ใจบุญได้ร่วมกันสร้างกุศลด้านการศึกษาแก่เด็กๆ ในรูปแบบต่างๆ โดยเราจะแปรเปลี่ยนของใช้เหล่านั้นให้เป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนผู้ยากไร้ ทุกบาททุกสตางค์จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนทุนของมูลนิธิยุวพัฒน์อย่างแน่นอน 

     ส่วนบางชิ้นที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ มูลนิธิฯ จะมอบให้ มูลนิธิวัดสวนแก้ว เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป

     นอกจากนี้ หากท่านใดสนใจจะร่วมบริจาคเงินทุนการศึกษา หรือรับอุปการะนักเรียนทุน สามารถแจ้งความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป โดยจำนวนเงินบริจาคแล้วแต่ความสบายใจของท่าน จะมากหรือน้อยไม่ต้องกังวล เรามาช่วยกันสร้างโอกาส สร้างอนาคตที่ดีให้กับเยาวชนของเราดีกว่า

     ทั้งนี้ใบเสร็จรับเงินบริจาค ท่านสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีรายได้ประจำปีได้


ช่วยให้นักเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ขาดแคลนโอกาส ได้เรียนหนังสือกันเยอะๆ ด้วยการนำสิ่งของที่ท่านไม่ใช้ประโยชน์แล้ว มาร่วมบริจาค ทั้ง หม้อ จาน ชาม กระทะ เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ตุ๊กตา กระเป๋า รองเท้า หนังสือ ของเล่น ของชำร่วย และอื่นๆ อีกมากมาย เราจะแปรของๆ ท่านเป็นเงินทุนให้กับนักเรียนผู้ยากไร้ 


หากท่านที่ไม่มีของมาบริจาค ท่านสามารถช่วยเหลือด้วยการแวะ “ปันกัน” เพื่ออุดหนุนสินค้า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเด็กๆ ได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน


     ขอเชิญผู้ใจบุญร่วมบริจาคสิ่งของให้ “ร้านปันกัน” เพื่อแปรเปลี่ยนของที่ท่านไม่ได้ใช้ เป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กยากไร้ทั่วประเทศ ที่ชั้น G ศูนย์การค้าพาราไดซ์ (เสรีเซ็นเตอร์) ถนนศรีนครินทร์


     พิเศษ ท่านที่มีของบริจาคปริมาณมาก สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยรับ ได้ที่โทร. 02-746-0448
   
หากท่านต้องการส่งสิ่งของทางไปรษณีย์ กรุณาส่ง…
มูลนิธิยุวพัฒน์
1 อาคารพรีเมียร์ ถ.ศรีนครินทร์
แขวงหนองบอน เขตประเวศน์
กรุงเทพฯ 10250
    
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
“ร้านปันกัน”
ชั้น G พาราไดซ์ (เสรีเซ็นเตอร์) ถนนศรีนครินทร์
ฝั่ง Market มีศูนย์อาหาร
โทร.0-2746-0448
ทุกวัน 09.00 — 20.00 น.

หรือติดต่อที่มูลนิธิยุวพัฒน์
คุณสุธาสินี ศุภศิริสินธุ์ โทร. 0-2301 1094-6

บ้านเพื่อคนพิการ

มูลนิธรคณะนักบุญคามิลโลแห่งประเทศไทย
บ้านเพื่อคนพิการ
81/2 ถนนหลวงแพ่ง แขวงขุมทอง
เขตลาดกระบัง กทม 10520
โทร 02 360 7852
โทรสาร 02 360 7853
เวปไซด์ www.camilliamhomelatkranbang.org/thai




Monday, September 13, 2010

พุทธทาสภิกขุ และแม่ชีนกยูง

มีเรื่องที่หลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน


หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด) ท่านเป็นผู้นำวิชาธรรมกาย (สมถกรรมฐาน) ปฏิบัติโดยหวังอภินิหาร เหมือนที่พระเจ้าตากปฏิบัติ จนมีการกล่าวว่าพระองค์วิปราส

ต่อมาหลวงพ่อสด ท่านได้พบกับ เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ พระธรรมธีรราชมหามุณี ท่านเป็นผู้นำวิชาวิปัสนากรรมฐานเข้ามาสอนคนไทย (พระพุทธองค์สอนเรื่องวิปัสนากรรมฐาน ไม่ใช่วิชาธรรมกาย) หลวงพ่อสดท่านได้ไปศึกษากับท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ ยกระดับจิตจากสมถกรรมฐานเป็นวิปัสนา จนถึงแก่มรณะภาพก็ปฏิบัติวิปัสนามาเรื่อง แต่บางคนยังเข้าใจเอาว่า หลวงพ่อท่านได้อภิญญาร่างกายไม่เน่าเปือย จึงฝึกแต่วิชาธรรมกาย ไม่ได้ยกระดับจิตเหมือนหลวงพ่อค่ะ

พระพุทธเจ้าบอกว่า สมถกรรมฐานที่อาจารย์ของท่านได้กระทำอยู่นั้น เหมือนหินทับหญ้า หากเอาหินออก หญ้า ซึ่งเป้นกิเลสก็จะงอกและเติบโตได้ ไม่ใช่หนทางสู่นิพพาน หวังอัปนาสมาธินำสู่ชั้นพรหม วันหนึ่งก็จะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก หนทางเดียวที่จะไม่กลับมาเกิดอีกคือ นิพพาน (นิพานนังปรมังสุขขัง) สุขอื่นยิ่งกว่านิพพานไม่มี พระพุทธเจ้าสอนว่า ต้องปฏิบัติวิปัสนาเท่านั้น คือการกำหนดจิตตนให้รู้ทุกอาการ มีสติรับรู้ตลอดเวลา จะตัดกรรมได้ ไม่ก่อเวรก่อกรรมอีก จะได้ไม่ต้องเกิดอีก พระพุทธเจ้าบอกว่า ทางนี้เรียกว่า "ทางสายเอก" เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ปลงศพแบบเดียวกับท่านพุทธทาสนั่นหล่ะ ร่างกายพระองค์ก็เน่าเปื่อยเหมือนมนุษย์ธรรมดา สิ่งที่พระองค์ทิ้งไว้แทนพระองค์เป็นพระบรมสารีริกธาตุให้ชาวพุทธได้กราบไหว้บูชากันจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

ภาพงานศพเมื่อกันยายนปีที่แล้ว อลังการงานสร้าง เทียบชั้นงานเปิดโอลิมปิค




งานศพท่านพุทธทาส ยึดแนวทางปฏิบิติ
 "เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง"


เจ็ดชาติสุดท้ายของอิสิทาสิภิกษุณ๊

เจ็ดชาติสุดท้ายของอิสิทาสีภิกษุณี




ขอเล่าเรื่องที่เป็นอุทาหรณ์สำหรับชาวพุทธหรือผู้ที่ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับสาวิกาองค์หนึ่งในยุคพุทธกาลชื่อ อิสิทาสีภิกษุณี



ในชาติปัจจุบัน (เมื่อครั้งพุทธกาล) แม่นางอิสิ เป็นลูกสาวมหาเศรษฐีคนหนึ่งแห่งกรุงอุชเชนี เมืองหลวงของแคว้นอวันตี นางเป็นหญิงสาวที่สวยมาก เมื่อถึงวัยออกเรือนก็มีลูกชายเศรษฐีที่มีฐานะเท่าเทียมกันมาสู่ขอ แต่อยู่ด้วยกันได้ไม่นานสามีก็ขับออกจากบ้านทั้งที่ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีและสมบูรณ์แบบ ปรนนิบัติรับใช้สามีประดุจนางทาส (จึงเรียกชื่อว่าอิสิทาสี) ต่อมามีชายหนุ่มจากครอบครัวที่มีฐานะด้อยกว่ามาสู่ขอไปเป็นภรรยา อยู่ด้วยกันได้ไม่นานชายผู้นั้นก็ขับไล่นางออกจากบ้านอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่นางทำหน้าที่ภรรยาโดยสมบูรณ์แบบ ต่อมา มีขอทานผ่านมาหน้าบ้าน แต่เป็นขอทานที่สำรวมกาย วาจา ใจ ชักชวนผู้อื่นประพฤติธรรม ท่านเศรษฐีเลยเสนอนางอิสิทาสีให้เป็นภรรยาและอยู่กินที่บ้านเศรษฐีนั่นแล อยู่ได้ไม่นานชายยากจนนั้นก็ขอออกจากบ้านเลิกกับนาง ทั้งที่นางไม่เคยดูถูกเหยียดหยามและทำหน้าที่ภรรยาโดยสมบูรณ์แบบ



นางอิสิทาสีผู้แบกความทุกข์หนักเอาไว้ได้มีโอกาสพบกับพระแม่ชินทัตตาเถรี สาวิกาของพระพุทธองค์ และได้สดับฟังธรรมจากพระแม่เจ้า จึงเกิดความศรัทธาและขอบวชเป็นภิกษุณี บวชได้เจ็ดวันก็บรรลุอรหัตผล นางได้ระลึกชาติย้อนหลังไปเจ็ดชาติซึ่งมีรายละเอียดดังนี้



ชาติที่ 1 อิสิทาสีภิกษุณีในชาตินั้นเกิดในนครเอระกัจฉะ เป็นนายช่างทองมีทรัพย์มากมัวเมาในวัยหนุ่มเป็นชู้กับภรรยาของบุคคลอื่น



ชาติที่ 2 เมื่อตายลงต้องหมกไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลาช้านาน



ชาติที่ 3 ครั้นออกจากนรกนั้นแล้วก็เข้ามาเกิดในท้องนางวานร เมื่อเป็นลูกวานรมีอายุได้เพียง 7 วัน ก็ถูกวานรใหญ่จ่าฝูงกัดอวัยวะสืบพันธุ์อันเป็นเครื่องหมายของเพศผู้ขาดเสีย และตายเพราะโรคเน่าฟอนเฟะแห่งอวัยวะสืบพันธุ์นั้น นี่ก็เป็นผลกรรมที่ทำชู้กับภรรยาผู้อื่น



ชาติที่ 4 เกิดในท้องแม่แพะที่ตาบอดทั้งเป็นง่อยในแคว้นสินธพ เมื่ออายุได้ 12 ปี ถูกเด็กขี่หลังแล้วเดินโซเซไปกระแทกไม้มีคมเกิดเป็นโรคหนอนฟอนที่อวัยวะเพศ นี่ก็เป็นผลกรรมที่ทำชู้กับภรรยาผู้อื่น



ชาติที่ 5 ได้มาถือกำเนิดในท้องแม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโคขนแดงดั่งน้ำครั่ง อายุ 12 เดือน ก็ถูกตอน ถูกใช้ลากไถลากเกวียน แล้วก็ป่วยเป็นโรคตาบอดตาย นี่ก็เป็นผลกรรมที่ทำชู้กับภรรยาผู้อื่น



ชาติที่ 6 ไปเกิดในท้องนางทาสี ณ ริมถนน เกิดมาร่างกายและจิตใจวิปริตผิดแปลกจากมนุษย์ทั้งหลาย จะว่าชายก็ไม่ใช่หญิงก็ไม่เชิง มีรูปร่างไม่สมส่วนแห่งการจะเป็นชายหรือเป็นหญิง มีอายุได้ 30 ปีก็ตาย นี่ก็เป็นผลกรรมแห่งการทำชู้กับภรรยาผู้อื่น



ชาติที่ 7 เกิดในตระกูลช่างทำเกวียนผู้ตกทุกข์ได้ยาก มีโภคะน้อยขัดสน บิดามีหนี้สินสะสมรุงรัง อิสิทาสีภิกษุณีในชาตินั้นเป็นลูกสาวของช่างทำเกวียนนั้น เมื่อบิดาไม่มีเงินใช้หนี้นายกองเกวียน นายกองเกวียนก็ฉุดเอานางผู้ยังอยู่ในวัยรุ่นสาวอายุ 16 ปีมาอยู่ในบ้านด้วย เมื่อบุตรของนายกองเกวียนนามว่า คิริทาสเห็นเข้าก็เกิดจิตปฏิพัทธ์หลงรัก และขอไปเป็นภรรยา แต่นายคิริทาสนั้นมีภรรยาอยู่ก่อนคนหนึ่งแล้ว เธอเป็นคนมีศีล มียศ มีคุณ จงรักภักดีต่อสามี อิสิทาสีภิกษุณีในชาตินั้นได้ทำให้สามีเกลียดนาง ข้อที่สามีทั้งหลายเลิกร้างกับอิสิทาสีภิกษุณีซึ่งปรนนิบัติประดุจทาส ก็เป็นเพราะผลของกรรมนี้

ท้ายที่สุด นางก็สามารถสะสางกรรมทั้งหลายเหล่านั้นได้ จะเห็นได้ว่าผลกรรมแห่งการผิดศีลธรรมนั้นเผ็ดร้อนมาก แต่คนมักจะลืมเพราะการเดินทางข้ามภพข้ามชาติเป็นเวลานาน



บทความนี้ได้นำเสนอเฉพาะส่วนที่เป็นผลจากอกุศลกรรมของนาง ส่วนของกุศลกรรม นางก็ทำมาเยอะ จึงได้บรรลุดวงตาเห็นธรรมในชาติสุดท้าย



พึงสังเกตอย่างหนึ่งว่า นี่คือบุคคลที่มีบุญบารมีมากจนได้มาบรรลุธรรมในขณะที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ ยังโดนหนักขนาดนี้ ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยสร้างบุญบารมีเลย จะโดนหนักกว่านี้กี่เท่า



เหตุที่เอาเรื่องของอิสิทาสีภิกษุณีมาเผยแพร่ เพราะคนปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีความเกรงกลัวและละอายต่อบาปกันเลย เห็นการทำผิดศีลข้อกาเม เป็นเรื่องเท่ห์ เป็นเรื่องทันสมัย เป็นสิ่งน่าชื่นชม เห็นข้อศีลธรรมเป็นเรื่องตลก อ่อนแอต่อกิเลส เครื่องยั่วยุ ในทางตรงข้าม ใครไม่มีเมียน้อย ประพฤติดีกลับถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาไหนน่าเยาะเย้ยเหยียดหยาม



ที่มา

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=kls



ฟังฉบับเต็มที่

http://www.4shared.com/audio/AfqEbiE9/___.html

Wednesday, September 8, 2010

20 คำถาม

เรื่อง “มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี”บางส่วนจากหนังสือ“มหัศจรรย์แห่งชีวิต ๗ หลักคิดจาก ว.วชิรเมธี” เป็นการตอบคำถาม 20 ข้อ ที่น่าสนใจมาก[http://artmototrip.exteen.com/images/ForwardMail/1189388778.jpg]

1. กลัวลูกมีเซ็กส์ในวัยเรียน?
ไม่อยากให้เกิด ต้องเอาปัญญาใส่ในมือลูกให้เงินลูกน้อยๆ ให้ความรู้แก่ลูกมากๆ ด่าลูกน้อยๆ ให้คำสอนลูกมากๆ

2. ไหว้พระขอพรอะไรดี?
(๑) ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด
(๒) ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตัวเอง
(๓) ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว
(๔) ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

3.. ท้อแท้กับปัญหามากมายทำอย่างไรดี?
ปลาที่ยังเป็นอยู่ ล้วนเรียนรู้ที่จะว่ายทวนน้ำ
ส่วนปลาตาย มักไหลตามน้ำ
ปัญหาทำให้คนธรรมดาท้อ
แต่ทำให้คนมีปัญญาลุกขึ้นมาแก้ไข

4. ทะเลาะกับแฟนจนไม่มีสมาธิทำงาน?
งานส่วนงาน แฟนส่วนแฟนรู้จักแบ่งเวลาให้งาน
รู้จักแบ่งเวลาให้แฟนอย่าเสียงานเพราะแฟน
อย่าเสียแฟนเพราะงาน

5. โกรธ! ถูกเพื่อนนินทา?
โบราณว่าไม่มีใครเตะหมาที่ตายแล้วคุณถูกนินทาแสดงว่าคุณยังมีความหมายคุณเป็นคนโชคดี
จู่ๆ ก็มีกระจกวิเศษสะท้อนความอัปลักษณ์ให้เห็นความบกพร่องของตัวเอง

6. จับได้ว่าแฟนมีกิ๊กทำอย่างไรดี?
(๑) ถามตัวเองว่าเราดีกับเขาพอหรือยัง
(๒) ระหว่างเรากับกิ๊กมีข้อดีข้อด้อยต่างกันตรงไหน
(๓) ถามแฟนว่าจะเลือกใครก็รีบทำไม่รักฉัน อย่าทำให้ฉันเสียเวลา

7. โดนเพื่อนร่วมงานแย่งซีนทำอย่างไร?
เขาแย่งจากเราได้เพียงแค่ซีนและภาพลักษณ์เท่านั้น
แต่เขาไม่สามารถแย่งความรู้และความสามารถไปจากเราได้

8. งานเยอะมากทำอย่างไรดี?
(๑) รู้ว่างานเยอะต้องรีบทำ
(๒) อย่าดองงานข้ามปีข้ามชาติ
(๓) เรียงลำดับความสำคัญของงานสำคัญก่อนให้รีบทำ สำคัญน้อยค่อยทยอยทำ

9. ทำงานดี มีแต่คนริษยา จะรับมืออย่างไร?
โบราณว่า ไม้ใหญ่ย่อมเจอขวานคมคนเด่นต้องมีคนด่า
คนมีปัญญาจึงมีคนลองดีคนทำงานดีจึงมีคนริษยา
ปรากฏการณ์เช่นว่านี้เป็นของธรรมดา
ทำงานดีจนมีคนริษยายังดีกว่าทำงานไม่ดี
จึงเป็นได้อย่างดีแค่คนที่คอยริษยา

10. ทำงานแทบตาย เงินไม่พอใช้ ทำอย่างไรดี?
(๑) หางานใหม่
(๒) ลดความต้องการให้น้อยลง อยู่กับความจริงให้มาก
(๓) บริโภคปัจจัยสี่โดยมุ่งประโยชน์ อย่ามุ่งประดับ
(๔) ทำบัญชีรายรับรายจ่าย รับมากกว่าจ่ายจึงนับว่ายอดจ่ายมากกว่ารับนับว่าแย่

11. ถูกนายด่า อารมณ์เสีย?
คนที่ด่าคนอื่นสะท้อนว่าระบบข้างใจกำลังพังคนอารมณ์เสีย
เพราะถูกด่าแสดงว่าระบบของตัวเองก็พังตามไปด้วย

12. ไถ่ชีวิตโคได้บุญมากไหม?
ถ้าไถ่แล้วโคอยู่รอด คุณได้บุญ
แต่หากไถ่เพื่อทำให้วัดอยู่รอด คุณได้บาป
แทนที่จะไถ่โคกระบือคุณควรไถ่ตัวเองให้พ้นจากความโลภ โกรธ หลง ดีกว่า

13. แฟนติดหนังเกาหลี ดูทั้งคืนไม่ยอมนอน?
ขอให้คิดว่าอย่างน้อยเธอยังนั่งดูอยู่ในบ้านถึงเธอจะติดหนังเกาหลี
ก็ยังดีกว่าติดผู้ชายขี้หลีที่อยู่นอกบ้าน

14. ลูกค้าจู้จี้ทำอย่างไรดี?
มีลูกค้าจู้จี้ยังดีกว่าวันทั้งวันไม่มีใครแวะเวียนผ่านมาเยี่ยมเยียนถึงในร้านลูกค้าจู้จี้ได้
แต่คุณต้องทำให้เขาประทับใจเอาไว้เสมอ

15. ไปงานวันเกิดควรได้อะไร?
(๑) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร
(๒) ได้ถามตัวเองว่า เราเกิดมาจากใคร
(๓) ได้ถามตัวเองว่า เรากตัญญูต่อผู้ให้กำเนิดแล้วหรือยัง

16. สวดมนต์บทไหนดี?
(๑) สวดพุทธคุณเพื่อเตือนว่า จงเป็นผู้ตื่น
(๒) สวดธรรมคุณเพื่อเตือนว่า จงเว้นสิ่งที่ควรเว้น จงทำสิ่งที่ควรทำ
(๓) สวดสังฆคุณเพื่อเตือนว่า พระอรหันต์ที่แท้คือพ่อกับแม่ที่อยู่ในบ้านของเรานั่นเอง


17. สามีไม่สนใจธรรมะเลยทำอย่างไรดี?
(๑) เราควรมีธรรมะให้เขาดู
(๒) เราควรอยู่ให้เขาเห็น
(๓) เราควรสงบเย็นให้เขาได้สัมผัสเนื่องเพราะ หนึ่งการกระทำสำคัญกว่าพันคำพูด

18. โดนขับรถปาดหน้า โมโหมาก?
(๑) บอกตัวเองว่าโกรธคือโง่ โมโหคือบ้า ด่าคือมาร ระรานคือบาป
(๒) เปลี่ยนการด่าเป็นการแผ่เมตตาให้เขาถึงที่หมายโดยปลอดภัย
(๓) เตือนตนไว้ว่า อย่าขับรถปาดหน้าใคร เพราะอาจมีอันตรายรอบด้าน

19. อยู่ในกลุ่มเพื่อนชอบนินทาจะตีจากดีไหม?
ท่านพุทธทาสกล่าวว่า คนชอบนินทาคือคนที่ชอบกินของเน่าถ้าเราร่วมผสมโรงไปกับเขา
แสดงว่าเราเองก็ชอบกินของเน่าไม่เบาเหมือนกัน

20. ทำไมมักเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอ?
ผู้รู้บอกว่า ศิลปินอย่าดูหมิ่นศิลปะ กองขยะดูดีๆ ยังมีศิลป์ดังนั้น ในสิ่งที่คุณไม่ชอบ
ย่อมมีแง่มุมที่คุณชอบอย่างแน่นอนมองอย่างพินิจจะพบว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดีไม่อยากให้ข้อความดีๆแบบนี้อยู่แค่ในกล่องเมลล์ แล้ววันนึงเราก็จะลืมมันไปหวังว่ามันจะมีประโยชน์ต่อคนที่เข้ามาอ่านบ้างนะ

เสียงบุญอย่างง่ายๆ



"อุปัชฌาย์ข้า (หลวงพ่อกลั่น) สอนว่า

ภาวนาได้เห็นแสงสว่างเท่าปลายหัวไม้ขีด ชั่วประเดี๋ยวเดียว เท่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น

ยังมีอานิสงส์มากกว่าตักบาตรจนขันลงหินทะลุ"


“ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม”
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

คนชาวพุทธชอบทำบุญ ถวายสังฆทาน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร เป็นการสงเคราะห์คนอื่น

แต่การปฏิบัติสร้างความดีเป็นการสงเคราะห์ตัวเอง คนไทยไม่สนใจเท่าไร

คนชาวพุทธชอบทำบุญ ไม่ชอบสร้างบุญ

ทำบุญคือสงเคราะห์คนอื่น สร้างบุญนี่คือการสร้างให้ตัวเองมีความสุข"


หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

“ผู้รับหมดกิเลส ผู้ถวายก็ต้องหมดกิเลสด้วยนะจึงจะได้บุญมาก”



หลวงปู่บุดดา ถาวโร

" บุญนั้นผู้ถวายได้ถวายได้แล้วสำเร็จแล้วตั้งแต่ตั้งใจ หรือเจตนาในครั้งแรก

ตลอดจนนำมาถวายสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรอีก

เพียงแต่ตั้งเจตนาดีเป็นกุศลหวังผลคือความสุข การพ้นจากทุกข์ทั้งปวงเท่านี้

ก็พอแล้วนั่นมันเป็นพิธีการหรือกฏเกณฑ์อย่างหนึ่งของเขา ไม่ต้องเอาอะไรทุกขั้นทุกตอนดอก "


หลวงปู่มั่น

" ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงครามสักวันหนึ่ง คือการ ต่อสู้กับมัจจุราช

เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคนจะต้องสู้เพื่อ ตนเอง และต้องสู้โดยลำพัง

ผู้ที่สู้ได้ดีก็จะไปดี คือไปสู่ สุคติ ผู้ที่เพลี่ยงพล้ำก็จะไปร้าย คือไปสู่ทุคติ

อาวุธที่ใช้ ต่อสู้มีเพียงสิ่งเดียว คือ "สติ" ซึ่งจะสร้างสมได้ด้วยการ เจริญภาวนาเท่านั้น "


หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

 
ให้ทำบุญเสียแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ บุญจะได้ติดตัวไปด้วย ไม่ต้องหวังพึ่งใครอันเป็นของไม่แน่นอน

การนำธรรมะมาปฏิบัติ ธรรมก็ศักดิ์สิทธิ์ในตัวเรา

แม้เราเองก็ศักดิ์สิทธิ์ต่อตัวเองและยังจะเป็นที่เคารพนับถือและเป็นที่ยึด เหนี่ยวของผู้อื่นอีกมากมาย

จนถึงขั้นหาประมาณไม่ได้โน่นแล นี่คือผลแห่งการปฏิบัติธรรมเห็นผล

อยัมภทันตา ผิดกับการนับถือเฉย ๆ ลอย ๆ อยู่มาก จงจดจำเอาไปปฏิบัติเพื่อความศักดิ์สิทธิ์แก่ตัวเองก็พอตัวแล้ว



หลวงปู่ขาว อนาลโย









"มีเวลาเมื่อไร ให้ปฏิบัติเมื่อนั้น

การฝึกจิต พิจารณาจิต เป็นวิธีลัดที่สุด"



หลวงปู่ดูลย์









ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล ไม่ว่ามากหรือน้อย วัตถุมิใช่ตัวบุญแท้

ตัวบุญแท้มันเกิดที่หัวใจ คือ เจตนาของบุคคลนั้นต่างหาก

ถ้าเจตนาศรัทธาในขณะใด ในบุคคลใด ในสถานที่ใด ในที่นั้นๆ ได้บุญมาก



หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี









บุญของผู้ให้ย่อมเจริญ

และย่อมเป็นที่รักแก่ผู้รับ

เป็นผู้รวย กินไม่ไหว ใช้ไม่หมด



ธรรมะจากหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก









อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน



ตนทำบาปตนก็ได้รับทุกข์เอง ตนทำบุญบุญก็ให้ความสุขแก่บุคคลผู้นั้น



บุญ-บาป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน ใครทำบาป บาปย่อมให้ผล



ใครทำบุญกุศล บุญกุศลย่อมตามให้ผล



แต่ว่าบางอย่าง บางประการนั้น ไม่ทันกับใจกิเลสมนุษย์



ก็เลยเข้าใจว่าทำบุญก็ไม่เห็นผล แต่ว่าบาปนั้นไม่ทำก็เห็นผล



หลวงปู่สิม พุทธาจาโร