เมื่อจิตใจของมนุษย์เสื่อมทรามลง สารประณีตก็สูญหายไป สารหยาบก็ปรากฏขึ้น ก็สารหยาบนี้กำเนิดขึ้นมาด้วยจิตทรามของมนุษย์นั่นนั่นเทียว ธรรมดาของธาตุนั้นย่อมอยู่กันอย่างอิสระโดยตัวมันเอง เมื่อตัณหาจิตได้แผ่ซ่านไปถึงธาตุนั้น จึงทำให้ธาตะนั้นมารวมกัน เมื่อจิตเกิดอุปทานขึ้น ธาตุนั้จึงเกาะกันตามอำนาจอุปทาน เมื่อธาตุมายึดจับกันเข้าจึงเกิดแรงดูดในโมเลกุลเป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล (Bond) และปฏิกิริยาต้านต่อแรงดูดนั้นเป็นแรงดันจึงทำให้มีความเครียดขึ้นในวัตถุ (ทุกขภาวะ-เป็นภาวะถูกบีบคั้น) ความแข็งของวัตถุจึงกร้าวแกร่งขึ้นตามปริมาณแรงเครียด ซึ่งตัวกำหนดแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลก็คือ อุปทาน อันเป็นอานุภาพจิตที่แผ่ซ่านเข้าไปครอบงำวัตถุนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ถ้าตัณหา และอุปทานในจิตใจเพิ่มมากขึ้น โครงสร้างของสารต่างๆ ในโลกก็จะสลับซับซ้อนขึ้น จึงสามารถสังเคราะห์ธาตุหนักๆ ที่มวลมากๆ เฃ่น Neptunium - plutonium - Americium - Curium ได้และดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ตัณหายังไม่สิ้นและสายอุปทานยังไม่ถูกตัดขาด ดังนั้นร่างกายของมนุษย์ผู้มีสภาวะจิตต่างกัน จึงมีโครงสร้างของสารที่ต่างกัน เช่น กระดูก
กระดูกของปุถุชนผู้มีกิเลศหนา ตัณหาเหนียวย่อมมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน ประกอบด้วยสารผสมเชิงซ้อนหลายชั้น
กระดูกของผู้มีศีลธรรม ผู้มีกิเลสเบา ตัณหาบางย่อมมีโครงสร้างโปร่งประกอบด้วยสารประกอบที่มีความโปร่งประกอบด้วยสารประกอบที่มีความสับสนน้อย
กระดูกของพระอรหันต์ ผู้หมดจดปราศจากกิเลสตัณหา เพราะตัดสายอุปทานเสียได้ กระดูกของท่านจึงสลายตัวกลายเป็นธาตุเดี่ยว กล่วคือ ส่วนที่เป็น Calcium ก็รวมตัวกับ Calcium ส่วนที่เป็น Iron ก็รวมตัวกับ Iron ส่วนที่เป็น่ Silicon รวมกับ Silicon มีคุณสมบัติเป็นธาตุอิสระตามเดิม ซึ่งเรียกว่า พระธาตุ ดังนี้
มหาคัมภีร์ไตรปิฎกฉบับพิเศษ
ธรรมธาตุ
Element of Reality
ธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง
No comments:
Post a Comment